กันดูด RCCB (Residual Current Circuit Breaker) ABB

กันดูด Residual Current Circuit Breaker with Over Current Protection (RCBOs)

คอนแทคเตอร์ Contactor

คาปาซิเตอร์ แบงค์ CAPACITOR BANK

ตู้คอนซูเมอร์ยูนิต Consumer Unit

ตู้โหลดเซ็นเตอร์ เอบีบี Load Center ABB

สายไฟ Cable Phelps Dodge

หลอดไฟ LED

เครื่องมือวัด

เซฟตี้สวิทช์ Safety Switch

เบรกเกอร์ Formula Moulded Case Circuit Breaker (MCCB) ABB

เบรกเกอร์ลูกย่อย Miniature Circuit Breaker (MCBs) ABB

โคมไฟ Fitting Lamp

Featured Products

Recent Products




สายไฟประกอบด้วยอะไรบ้าง Cable Structure (PMK Talk x Phelps Dodge Cable)

หน้าที่หลักของสายไฟฟ้าคือส่งผ่านกระแสจากจุดนึงไปอีกจุดนึง แต่สายไฟฟ้ามีหลายชนิดและหลายแบบ สิ่งที่แยกความแตกต่างของแต่ละชนิดคือ โครงสร้างของสาย, ลักษณะและวัสดุที่นำมาใช้ในโครงสร้างนั้นๆ โดยทั่วไปแล้ว สายไฟประกอบด้วยโครงสร้าง3ชั้นหลักๆ คือ ตัวนำ, ฉนวน และ เปลือก

โครงสร้างสายไฟ
รูปที่ 1 : โครงสร้างสายไฟ

1. โครงสร้างสายไฟประกอบด้วย

1.1 ตัวนำ ทำหน้าที่ส่งผ่านกระแสไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไปยังโหลด (Load)
1.2 ฉนวน ทำหน้าที่ป้องกันการลัดวงจร, อันตรายจากการสัมผัสกับตัวนำโดยตรง, ป้องกันไฟรั่ว และ ห่อหุ้มตัวนำไม่ให้มีกระแสไฟฟ้ารั่วออกมาจากตัวนำ
1.3 เปลือกนอก ทำหน้าที่ป้องกันตัวนำและฉนวนจากการขูดขีดระหว่างการติดตั้ง และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น แสงแดด,ความชื้น และ สารเคมี

2. ประเภทของตัวนำ

ประเภทของตัวนำ
รูปที่ 2 : ประเภทของตัวนำ

2.1 สายแข็ง แบ่งได้ 2ประเภท

2.1.1 เส้นเดี่ยว (Solid) class1 เป็นทองแดงเส้นเดียวหุ้มฉนวน
2.1.2 ตีเกลียว (Stranded) class2 ตัวนำแบบตีเกลียวมีลักษณะ เป็นทองแดงเส้นเล็กๆแล้วนำมาตีเกลียวเข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถดัดโค้งงอได้ง่ายกว่าแบบเส้นเดี่ยว และ หักยากกว่าแบบเส้นเดี่ยว

2.2 สายอ่อน

2.2.1 สายฝอย(Flexible) class5 ใช้เส้นลวดทองแดงเส้นเล็กมากหลายเส้น นำมาบิดรวมเข้าด้วยกัน ลักษณะพิเศษคืออ่อนตัวโค้งง่าย ทนต่อแรงสั่นสะเทือน เหมาะกับการเคลื่อนย้ายบ่อยหรือใช้ต่อกับมอเตอร์ที่มีแรงสั่นสะเทือนระหว่างการใช้งาน

3. วัสดุที่นิยมนำมาใช้กับ ตัวนำ, ฉนวน และ เปลือก ในสายไฟ

3.1 ตัวนำ(ทองแดง, อลูมิเนียม)

ตัวนำสายไฟทองแดงกับอลูมิเนียม
รูปที่ 3.1 : ตารางเปรียบเทียบตัวนำระหว่างทองแดงและอลูมิเนียม

3.1.1 ทองแดง (Copper) นำไฟฟ้าได้ดี สามารถรีดเป็นขนาดเล็กได้ โค้งงอได้ง่ายกว่าอลูมิเนียม จึงนิยมใช้ภายในอาคารและติดตั้งใต้ดิน ที่หน้างานมีความแคบ และต้องทำการดัดและเดินสายไปตามแนวอาคาร
3.1.2 อลูมิเนียม (Aluminium) มีน้ำหนักเบา จึงนิยมติดตั้งแขวนลอยในอากาศ ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการทำโครงสร้างรองรับน้ำหนักของสายไฟ แต่อลูมิเนียมไม่สามารถรีดเป็นขนาดเล็กได้ และดัดโค้งงอได้ไม่ดีเท่าทองแดง

3.2 ฉนวน (PVC, XLPE)

ตารางเปรียบเทียบของฉนวนXLPEกับPVC
รูปที่ 3.2 : ตารางเปรียบเทียบฉนวนระหว่างXLPEกับPVC

3.2.1 PVC ทนอุณหภูมิ 70 องศา มีความอ่อนตัวดัดโค้งงอได้ง่าย และต้านทานการลุกไหม้ได้ดีกว่า XLPE
3.2.2 XLPE ทนอุณหภูมิได้ถึง 90 องศา มีค่าความต้านทานไฟฟ้าสูงกว่า PVC มีความแข็งตัวมากดัดโค้งงอได้ยาก และลามไฟอย่างรวดเร็ว

3.3 เปลือก (PVC, PE, LSHF)


รูปที่ 3.3 : ตารางเปรียบเทียบเปลือกระหว่างPVC, PE กับ LSHF

3.3.1 PVC ต้านการลุกไหม้ได้ดีแต่ไม่เท่า LSHF และมีควันเป็นพิษ
3.2.2 PE มีความแข็งแรงสูงสุดป้องกันความชื้นได้ดีกว่า PVC และ LSHF และไม่มีแก๊สที่มีฤทธิ์เป็นกรด
3.2.3 LSHF (Low Smoke Halogen Free) ต้านทานการลุกลามไฟได้ดีที่สุด ควันน้อยและไม่มีแก๊สที่มีฤทธิ์เป็นกรด

4. ชั้นพิเศษที่นอกเหนือจาก ตัวนำ ฉนวน และเปลือก

ชั้น Armour และชั้น Shield ของสายไฟ

รูปที่ 4 : ชั้น Armour และชั้น Shield ของสายไฟ

ชั้นของสายไฟขึ้นอยู่กับการใช้งาน และการติดตั้ง ผู้ใช้งานสามารถสั่งผลิตสายตามที่ต้องการได้
4.1 Armour เป็นเทปหรือลวดโลหะที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับสายไฟ เพิ่มเติมจากชั้นฉนวน
4.2 Shield เป็นเทปหรือลวดโลหะ ถ้ามีอยู่ในสายคอนโทรลจะทำหน้าที่ลดทอนสัญญาณรบกวน แต่ถ้าอยู่ในสายไฟฟ้ากำลังจะทำหน้าที่ป้องกันสนามแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ให้แผ่ออกมา
4.3 ปลอกตะกั่ว เป็นการหุ้มชั้นตะกั่วอยู่ภายในสายไฟฟ้าช่วยป้องกันความชื้น,ไอน้ำมันและสารเคมีที่กัดกร่อน นิยมใช้ในโรงกลั่นน้ำมัน หรือ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี

5. ความแตกต่างของโครงสร้างสายไฟ NYY และ IEC10


รูปที่ 5.1 : สายไฟ NYY และ สายไฟ IEC10

สาย IEC10 และ NYY มีทองแดงเป็นตัวนำ PVCเป็นทั้งฉนวนและเปลือกเหมือนกัน แต่ฉนวนและเปลือกของ NYY มีความหนามากกว่า จึงทำให้สาย NYY รับแรงดันได้สูงกว่า IEC10 และ สาย NYYสามารถร้อยท่อฝังดิน หรือฝั่งดินโดยตรงได้ ส่วนสายไฟ IEC10 รับแรงดันได้น้อยกว่า ความหนาของฉนวนและเปลือกบางกว่าสาย NYY ไม่สามารถร้อยท่อฝังดินหรือฝังดินโดยตรงได้
IEC10 NYY Compare Table

รูปที่ 5.2 : ตารางเปรียบเทียบสเปคสายไฟ NYY และ สาย IEC10

หากอ่านแล้วยังเกิดข้อสงสัยสามารถตามไปดู Video Youtube เกี่ยวกับ ส่วนประกอบของสายไฟคืออะไรบ้าง ได้ตามลิ้งข้างล่าง



CT วัดกระแส (Measuring Current Transformer ) หม้อแปลงกระแสสำหรับเครื่องมือวัด

CTวัดกระแส

CT วัดกระแส (หม้อแปลงวัดกระแส) คือ อุปกรณ์ทำหน้าที่ลดกระแสที่มีขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้ง่ายและปลอดภัยต่อการใช้งานในระบบไฟฟ้า ความแตกต่างระหว่างหม้อแปลงแรงดัน (Voltage Transformer) และหม้อแปลงวัดกระแส (CT, Current Transformer) คือ ขดลวดทางด้านปฐมภูมิ(Primary)ของCT จะมีเพียงรอบเดียว

CT Diagram

จากรูปด้านบนจะเห็นว่า ขดลวดทางด้านปฐมภูมิ (Primary) มีสายไฟหรือบัสบาร์ ผ่านแกนของ CT เพียงเส้นเดียว หมายความว่า CT วัดกระแส (หม้อแปลงวัดกระแส) หนึ่งตัวจะใช้งานได้ ต่อโหลดได้ 1 ตัวต่อเฟส ในส่วนของขดทางด้านทุติยภูมิ (Secondary) จะมีจำนวนรอบของขดลวดมากกว่าด้านเข้า

แกนรูปโดนัทของหม้อแปลงวัดกระแส (CT) ทำมาจากเหล็กที่มีความสูญเสียต่ำ ซึ่งคุณภาพของวัสดุที่นำมาทำแกนของ CT มีความสำคัญมากเนื่องจากมันมีผลกระทบกับประสิทธิภาพและค่าความแม่นยำของตัว CT เองการทำงานของหม้อแปลงกระแสอาศัยหลักการลดกระแสทางด้านอินพุตและเอาต์พุตแบบสัดส่วน (Ratio)โดยการเอาสายตัวนำหรือบัสบาร์เป็นขดลวดทางด้านปฐมภูมิ เมื่อมีกระแสไหลผ่านตัวนำจะทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้นภายในแกนของ CT และมีกระแสไหลในขดลวดทุติยภูมิ

การเลือกใช้งาน หม้อแปลงกระแส (CT)

กระแสปฐมภูมิ (Primary) การเลือกต้องคำนึงถึงการใช้งานที่กระแสพิกัดของโหลด เช่น ในระบบต้องการใช้กระแส ที่ 250 แอมแปร์ ให้เลือกหม้อแปลงวัดกระแส (CT) ที่ 300 A เป็น 1.2 เท่าของ กระแสพิกัดของโหลดที่ใช้งานกระแสทุติยภูมิ เป็นค่าที่ถูกกำหนดขึ้นใช้งานเป็นมาตรฐานเดียวกัน คือ 1A และ 5A

ตัวอย่าง

กระแส ที่ 500A เลือกใช้ CT ขนาด 600/5 อัตราส่วน(Ratio) ของ CT คือ 120 ซึ่งหมายความว่า กระแสที่เพิ่มขึ้นทางด้านปฐมภูมิ 120 Amp จะมีกระแสที่ขดทุติยภูมิ (Secondary) 1A กล่าวคือ ถ้ากระแสด้านปฐมภูมิ 100 Amp ทำให้เกิดกระแสทางด้านขดทุติยภูมิ 0.83A

จากสูตร

CT_Formula

ค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสีย (Burden)

เป็นค่าความสามารถในการต่อกับโหลดทางด้านSecondary(ทุติยภูมิ) ของ หม้อแปลงวัดกระแส (CT) โดยอุปกรณ์ที่จะมาต่อร่วมจะต้องมีค่าไม่เกิน ค่าBurden(กำลังไฟฟ้าสูญเสีย)ของ CT ค่าBurden(กำลังไฟฟ้าสูญเสีย)จะแสดงค่าเป็น VA (VOLT x AMP) เราสามารถหาค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสีย ของอุปกรณ์ที่จะนำมาต่อร่วมกับ CT ดังนี้

ตัวอย่าง CT รุ่น AS1A-250/5A – Class 0.5 5VA

CT รุ่น AS1A-250/5A – Class 0.5 5VA จากเสปคของ CT รุ่นนี้ (Download Crompton CT Spec) หมายความว่ามีค่า Burden เท่ากับ 5VA เราไม่สามารถต่ออุปกรณ์อื่นร่วมกับ CT เกิน 5 VA ซึ่งจะทำให้ CT ไม่อยู่ใน Class 0.5 เราสามารถคำนวณค่าBurden(กำลังไฟฟ้าสูญเสีย) โดยพิจารณาจากค่าสูญเสียของสายที่ต่อร่วมกับด้านSecondary(ทุติยภูมิ)ของ CT ดังแสดงในตารางด้านล่าง

ตัวอย่าง การคำนวณกำลังไฟฟ้าสูญเสีย(Burden)

อุปกรณ์ที่ต่อร่วมกับ CT ประกอบด้วย

  • – 252-SAR AC RMS Transducer = 2.5 VA
  • – E244-02A AC Ammeter = 0.5 VA
  • – 1.5 mm2 cable 2 meters long = 1.19 VA

CT_VABurdenCalculation
จากผลรวมของ Burden ของอุปกรณ์ที่ต่อร่วมกันทั้งหมดเท่ากับ 4.19VA เราสามารถใช้ CT รุ่น AS1A-250/5A – Class 0.5 5VA ได้เลย

ค่าความเที่ยงตรง (Accuracy Class)

ค่าความเทียงตรง หรือที่ระบุว่า Class ในสเปคของหม้อแปลงวัดกระแส (CT) จะมีผลกับการใช้งาน ซึ่งแต่ละการใช้งานจะเลือก CT ที่มีค่าความเที่ยงตรงไม่เท่ากัน เช่น ในงานที่ต้องตรวจวัดค่าพลังงานควรใช้ CT ที่มีค่าความเที่ยงตรงไม่เกิน 1% แต่ในงานที่วัดค่าเฉพาะกระแสไฟฟ้าอย่างเดียวสามารถใช้ CT ที่มีค่าความเที่ยงตรงไม่เกิน 3%

แรงดันไฟฟ้ากำหนดของระบบ(System Voltage rating)

แรงดันไฟฟ้าสูงสุดที่สามารถใช้งาน CT สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

  • – แรงดันไฟฟ้าต่ำ ใช้ไม่เกิน 1000 V
  • – แรงดันไฟฟ้าขนาดกลาง 1.1 kV – 72.5 kV
  • – แรงดันแรงดันไฟฟ้าสูง 132 kV – 475 kV

บริษัท ภัทรเมธากิจ จำกัด จำหน่าย CT รุ่น AS-series สามารถใช้กับแรงดันต่ำมีขนาดไม่เกิน 720V

การเปลี่ยนอัตราส่วนของ CT

ถ้าหากเรามีหม้อแปลงวัดกระแส (CT) ที่มีขนาดกระแสทางด้านปฐมภูมิสูงกว่ากระแสใช้งาน เราสามารถเปลี่ยนอัตราส่วนของ CT ด้วยการ เพิ่มขดลวดของขดลวดปฐมภูมิ จากรูปภาพแสดงให้เห็นว่า เมื่อเราใช้ หม้อแปลงวัดกระแส (CT) ขนาด 300/5 แต่ถ้าเราเพิ่มจำนวนรอบทางด้าน ปฐมภูมิ ของ CT จะทำให้ อัตราส่วนของ CT เปลี่ยนไป 150/5 , 100/5 ตามลำดับ สามารถใช้สมการอธิบายได้ดังนี้

  • ค่ากระแสด้านปฐมภูมิเก่า/ ค่ากระแสด้านปฐมภูมิที่ต้องการ. = จำนวนรอบทางด้านปฐมภูมิ
  • 300A/150A = 2 รอบ
  • 300A/100A = 3 รอบ

ขนาด (Dimension)

ขนาดของ หม้อแปลงวัดกระแส (CT) สามารถดูได้จาก แคตตาล็อก เพื่อให้เราเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน และควรคำนึงถึงขนาดรูของ CT ในการเข้าสายไฟหรือบัสบาร์ (Busbar) ด้วย

การโอเวอร์โหลดและการอิ่มตัว(Saturation)

(Idyn) Dynamic Current & Thermal Current

ค่ากระแสที่ หม้อแปลงวัดกระแส (CT) สามารถทนได้เป็นเวลา 1 นาทีโดยความร้อนที่เกิดจากการ Overload ไม่ส่งผลกระทบกับความเป็นฉนวนของขดลวด CT ตัวอย่างเช่น 250 oC

การทนกระแสโอเวอร์โหลด Overload Withstand

ค่าของกระแสที่ไหลต่อเนื่องผ่านขดลวดของ CT โดยที่ไม่เกิดความเสียหายต่อ CT โดยทั่วไปแล้วมีค่าเท่ากับ 1.2 เท่า ของพิกัด CT เช่น CT 300/5 A สามารถจ่ายกระแสต่อเนื่องโดยที่ CT ไม่เสียหาย คือ 300×1.2 = 360 A

    ตำแหน่งในการติดตั้ง

  • – ติดตั้งที่ผนังหรือในตู้
  • – ติดตั้งกับบัสบาร์หรือสายไฟ
  • – ติดตั้งกับราง Din Rail

ข้อควรระวัง(Safety)

ไม่ว่ากรณีใด ๆถ้าหากมีกระแสไหลทางด้านปฐมภูมิ ไม่ควรให้ขดลวดทางด้านทุติยภูมิของ หม้อแปลงวัดกระแส (CT) เปิดวงจร เนื่องจากตอนปิดวงจร จะมีอิมพีแดนซ์ (Impedance) ประมาณ 0.2 ohm แรงดันประมาณ 1 Volt แต่ถ้า CT เปิดวงจรจะทำให้มีอิมพีแดนซ์เป็นอนันต์ (Infinity) เมื่อนำมาหาแรงดันเอาต์พุตที่กระแส 5A จะเกิดแรงดันสูงระดับ กิโลโวลต์ (kV) จนฉนวนละลายและทำให้ CT เสียหาย

การติดตั้ง (Installation)

ถ้าเราใช้ หม้อแปลงวัดกระแส (CT) สำหรับวัดค่าพลังงาน จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องคำนึงถึงความถูกต้องของการต่อและทิศทางการเข้าสาย การต่อสายไฟของการวัดการใช้พลังงาน ด้านปฐมภูมิต้องต่อสายไฟจากแหล่งจ่ายจากด้าน P1 ออก P2 แล้วออกไปหาโหลด ส่วนด้านทุติยภูมิต่อ S1 เข้ากับขั้วที่มีความเป็นบวกมากที่สุด S2ต่อเข้ากับขั้วลบ ของอุปกรณ์ที่นำมาต่อร่วม เช่น มิเตอร์, ทรานสดิวเซอร์ ตรวจสอบลำดับเฟสให้ถูกต้อง ถ้าหากลำดับเฟสผิดจะทำให้การวัดค่าพลังงานผิดพลาด และควรต่อขั้ว S2 ลงกราวด์ของระบบ

อ้างอิง

http://www.electronicshub.org/current-transformer/
http://www.crompton-instruments.com/downloads/2015/EPP-2044-0815_CTs.pdf
http://ieeexplore.ieee.org/search/searchresult.jsp?newsearch=true&queryText=Current%20Transformers
http://www.electronics-tutorials.ws/transformer/current-transformer.html

Download Spec CT ยี่ห้อ Crompton
สนใจสั่งซื้อ CT ราคา และสเปค CT Crompton

เบรกเกอร์กันดูด คือ (RCD : Residual – Current Device)

หน้าที่หลักของเบรกเกอร์กันดูด(RCD) คือ ป้องกันกระแสไฟรั่ว เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากไฟรั่ว(ไฟดูด) กับผู้ใช้งาน
หลักการทำงานของเบรกเกอร์กันดูด (RCD) คือ วัดกระแสไฟเข้าและออกว่าเท่ากันหรือไม่ หากไม่เท่ากัน ตามที่กำหนดไว้ในเสปคของอุปกรณ์ เบรกเกอร์กันดูด(RCD) ก็จะทำการตัดวงจร

ยกตัวอย่าง เช่น กันดูดรุ่น FH202-AC25/0.03 จากสเปคในรูป 1 ก็จะดูว่าไฟเข้าออกว่าต่างกันเกิน 30mA หรือไม่ ห่างต่างกันเกิน 30 mA ก็จะตัดวงจร (ดาว์นโหลดสเปค รุ่น fh200)

รูปที่ 1 สเปคเบรกเกอร์กันดูด RCCB รุ่น FH202-AC25/0.03

เบรกเกอร์กันดูด (RCD : Residual – Current Device) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

รูปทีี่ 2 RCB แบ่งเป็น RCCB และ RCBO
  • เบรกเกอร์กันดูด RCCB (Residual Current Circuit Breaker) ทำหน้าที่ ป้องกันไฟรั่ว ไฟดูด มีการรับรองมาตรฐานจาก มอก. 2452-2552 กับ IEC 61008 ซึ่ง หลักการทำงานของ RCCB ยี่ห้อ ABB ส่วนใหญ่จะมีหลักการทำงานแบบ VI
  • เบรกเกอร์กันดูด RCBO (Residual Current Circuit Breaker with Over Current Protection) ทำหน้าที่ ป้องกันไฟรั่ว ไฟดูด ป้องกันกระแสเกิน(Overload) และกระแสลัดวงจร(Short circuit) มีการรับรองมาตรฐานจาก มอก. 909-2548 กับ IEC 61009 ซึ่ง RCBO ของABB ส่วนใหญ่จะมีหลักการทำงานแบบ VD

หลักการทำงานแบบ Voltage Independent (VI) และ Voltage Dependent (VD)

  • Voltage Independent (VI) มีหลักการทำงานที่ไม่ขึ้นอยู่กับVoltage หรือ คือ ไม่ต้องมีไฟเลี้ยงวงจรก็ยังสามารถใช้งานได้
  • Voltage Dependent (VD) มีหลักการทำงานโดยใช้กระแสไฟ คือ จะต้องมีไฟเลี้ยงวงจรอุปกรณ์จึงจะทำงาน

ข้อควรระวังของ VI และ VD คือ กรณีที่สายนิวตรอลเกิดหลุด หรือขาด เบรกเกอร์กันดูดแบบ RCCB ที่มีหลักการทำงานแบบ VI จะยังสามารถทำหน้าที่ตัดวงจรได้ตามเดิม ส่วน เบรกเกอร์กันดูดแบบ RCBO ที่ทำงานแบบ VD นั้น กรณีที่สายนิวตรอลเกิดหลุด หรือขาด เบรกเกอร์กันดูดแบบ RCBO จะไม่สามารถทำงานได้

รูปที่ 3 ความแตกต่างระหว่าง RCCB กับ RCBO

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1.ทำไมเบรกเกอร์กันดูดรุ่นมาตรฐานของ ABB จึงตัดวงจรเมื่อเกิดไฟรั้ว ที่ 30mA?

ตอบ การตัดวงจรเมื่อเกิดไฟรั่วที่ 30mA นั้นเพียงพอต่อการป้องกันชีวิตคน ซึ่งอ้างอิงตามมาตรฐานของ IEC
ยกตัวอย่าง IEC แบ่งออกเป็น 4 โซน คือ

  • โซนที่ 1 โดนดูดไม่รู้สึก
  • โซนที่ 2 โดนดูดรู้สึกแต่ไม่อันตราย
  • โซนที่ 3 กล้ามเนื้อเกร็ง หายใจติดขัด
  • โซนที่ 4 หัวใจล้มเหลว

เบรกเกอร์กันดูดของ ABB ตัดวงจรเมื่อเกิดไฟรั่ว 30 mA ภายในเวลา 20-30 mS ซึ่งตามข้อกำหนดตามตารางของ IEC ในช่วงเวลา 20-30mS จะเกิดไฟรั่วที่ 30mA หรือ 150 mA จะยังปรากฎอยู่ในโซนที่ 2 ของตาราง ซึ่งยังเป็นโซนที่มีความปลอดภัยในการใช้งาน

รูปที่ 4 การตัดวงจรของ RCD มาตรฐานที่ 30mA

Q2. ABB มีเบรกเกอร์กันดูดที่มีการตัดไฟรั่ว ต่ำกว่า 30 mA ไหม ?

ตอบ มี แต่การตัดไฟจะsensitiveกว่า หากเกิดไฟรั่วเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้เบรกเกอร์ทริป อาจจะทำให้ผู้ใช้งานเกิดความรำคาญเนื่องจากเบรกเกอร์กันดูดจะทริปบ่อย ซึ่งเบรกเกอร์กันดูดที่มีค่าการตัดวงจรต่ำกว่า 30mA ส่วนใหญ่จะใช้ใน โรงพยาบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือ สถานรับเลี้ยงคนชรา ซึ่งผู้ซื้อสามารถสั่งสินค้ากับตัวแทนจำหน่ายได้ แต่อาจจะต้องรอเวลาในการนำเข้าสินค้า

Q3.สามารถใช้เบรกเกอร์กันดูด RCBO แบบ 2 โพล รุ่น DS201 เป็นเมนเบรกเกอร์ แทนการใช้เมนเบรกเกอร์ 2โพลร่วมกับเบรกเกอร์กันดูด RCCB ได้หรือไม่?

ตอบ เบรกเกอร์กันดูด RCBO แบบ 2 โพล นั้นไม่สามารถใช้แทนเมนเบรกเกอร์ MCB แบบ 2 โพลที่ต่อร่วมกับเบรกเกอร์กันดูด RCCB ดูจากมาตรฐานการติดตั้ง ดังต่อไปนี้ ตามข้อกำหนดกล่าวว่า

  • เบรกเกอร์เมนหลังมิเตอร์จะต้องเป็น 2โพล คือ เบรกเกอร์เมนจะต้องมีการป้องกันกระแสไฟเกิน และกระแสไฟลัดวงจรทั้ง 2 โพล
  • ค่าการทนกระแสการลัดวงจร ต้องเท่ากับ 10 KA

เมื่อมาดูรายละเอียดของเบรกเกอร์กันดูด RCBO แบบ 2 โพล จะเห็นได้ว่าเป็นแบบ 1P+N ซึ่งจะมีการป้องกันกระแสไฟเกิน และกระแสไฟลัดวงจร เพียงแค่โพลเดียว ส่วนอีกโพลจะเป็นแค่เพียงสาย disconnector และค่าการทนกระแสลัดวงจรของกันดูด RCBO จะเท่ากับ 6 KA เท่านั้น จึงไม่เหมาะที่จะนำมาเป็นเมนเบรกเกอร์

ข้อเสนอแนะ หากต้องการติดตั้งเมนกันดูดคุมทั้งบ้านให้ใช้เบรกเกอร์เมน แบบ 2 โพล ขนาด 10 KA กับเบรกเกอร์กันดูด RCCB แบบ 2โพล ตามรูปที่ 5

  • ข้อเสีย ใช้พื้นที่ในการติดตั้งเยอะ
  • ข้อดี ทำให้แยกสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เช่น หากเกิดกระแสลัดวงจร หรือโหลดเกินก็จะทริปเฉพาะเบรกเกอร์เมน แต่ถ้าเกิดไฟรั่ว ก็จะทริปแค่เบรกเกอร์กันดูดเท่านั้น เป็นต้น
รูปที่ 5 การต่อเบรกเกอร์กันดูด RCCB แบบคลุมทั้งบ้าน

หากอ่านแล้วยังเกิดข้อสงสัยสามารถตามไปดู Video Youtube เกี่ยวกับ เบรกเกอร์กันดูด RCD ได้ตามลิ้งข้างล่าง


LINK >> การต่อเบรกเกอร์กันดูด 1 เฟสในตู้คอมซูมเมอร์